วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553
จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223
ทำอย่างไร ให้ร้านค้าปลีกของคุณแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าที่เดินเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย นั่นคือ คำถามที่เจ้าของร้านค้าปลีกทุกรายต้องการรู้คำตอบ Business Tips มีคำตอบง่ายๆ กับ “3 เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกอย่างมีประสิทธิภาพ”
1 การจัดรูปแบบภายในร้านค้า
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าได้พบเมื่อเข้าร้าน หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่าบริเวณที่ลูกค้าเดินผ่านบ่อยเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ อยู่ระหว่างทางเข้าร้าน บริเวณสินค้าขายดี และจุดจ่ายเงิน หากสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าบริเวณนี้ให้มาก ก็จะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเห็นสินค้ามากขึ้น และแน่นอนโอกาสที่จะซื้อก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากนั้นมาดูเรื่อง การจัดระยะห่างของชั้นเรียงสินค้าให้พอดี ระยะแคบเกินไปทำให้ดูแออัด ลูกค้ามองเห็นสินค้าไม่ครบ ส่วนกว้างเกินไปก็ทำให้ร้านโล่งดูมีของขายน้อย ขยับมาที่ ชั้นวางสินค้า ควรแบ่งกลุ่มสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน และเลือกลักษณะของชั้นวางให้เหมาะสม ในขณะที่ บรรยากาศภายในร้าน ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่ดี ตกแต่งด้วยรูปภาพ โปสเตอร์ หรือใช้โทนสีช่วย ร้านที่ใช้โทนสีอ่อนหรือสีขาวจะดูสว่างและสะอาด แสงสว่าง ที่เพียงพอจะทำให้มองเห็นสินค้าชัดเจน แต่ควรระวังไม่ให้แสงไฟทำให้สีของสินค้าเปลี่ยนไป และควรเลือกใช้หลอดประหยัดไฟที่ให้แสงสว่างมากกว่าในจำนวนวัตต์ที่เท่ากัน
2 การจัดซื้อสินค้าเข้าร้าน
การแบ่งประเภทสินค้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าหมุนเวียนช้า และสินค้าหมุนเวียนเร็ว การเลือกสินค้าเข้าร้านต้องเลือกให้หลากหลาย เลือกยี่ห้อที่เป็นที่นิยม เลือกขนาดบรรจุเพียง 1 หรือ 2 ขนาด โดยปกติมักเป็นขนาดเล็ก เลือกสี กลิ่น หรือรส เฉพาะที่เป็นที่นิยม และเลือกโดยดูจากความต้องการของลูกค้า ส่วนแนวทางการสั่งซื้อสินค้า เจ้าของร้านต้องกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง และตรวจนับสินค้าคงเหลือก่อนสั่ง โดยตัดสินใจสั่งซื้อจากข้อมูลในอดีตแต่ก็ต้องหาข้อมูลใหม่ๆ ช่วยในการตัดสินใจอยู่เสมอ, สั่งซื้อตามจำนวนที่พอขายในช่วงเวลาที่กำหนด, ไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากคุณภาพสินค้าลดลงแล้ว หากเก็บไม่ดีเป็นการเอาเงินไปจมไว้ ที่สำคัญบริหารสต็อกอย่าให้สินค้าขาดเพื่อไม่ให้เสียโอกาสการขาย
3 การจัดสรรพื้นที่วางสินค้า
ทำพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด โดยพิจารณาจากยอดขายและความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก หลักเกณฑ์ในการจัดเรียงสินค้าคือ เห็นเด่นชัด เมื่อลูกค้าเห็นสินค้า สินค้านั้นย่อมได้รับการพิจารณาเลือกซื้อ เข้าถึงสะดวก ถ้าลูกค้าไม่สามารถแตะหรือหยิบสินค้าได้สะดวก สินค้านั้นย่อมไม่ได้รับการเลือกซื้อ จัดเรียงน่าสนใจ การตั้งโชว์สินค้าให้ดึงดูดความสนใจ ช่วยให้ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น เข้าก่อนออกก่อน รักษาระดับการหมุนเวียนสต็อกให้เหมาะสม และดูแลให้สินค้าบนชั้นใหม่สดเสมอ และสะอาดน่าซื้อ สินค้าที่สะอาดทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าใหม่น่าซื้อ
ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/business/189-2008-11-28-04-12-12.html
คำถามท้ายเรื่อง
1. เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกมีอะไรบ้าง
2. การแบ่งประเภทสินค้าเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ อะไรบ้าง
3. การตกแต่งร้านค้าควรใช้สีอะไร
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ข้าวจะยาก หมากจะแพง
วันที่ 5 กุมพาพันธ์ 2553
จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223
ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไปไหนกันไม่เป็นจนหมดแล้ว เหตุผลหลักๆ ก็เนื่องจากราคาน้ำมันนั่นแหละ ช่วงนี้ยังส่งผลให้ตลาดทองคำโลกเริ่มปั่นป่วนตามไปด้วยแล้ว ตอนนี้จึงอย่าแปลกใจกันไปเลยถ้าหากจะมีคนขายทั้งหุ้น ขายทั้งทองคำ แล้วเก็บเงินกันไว้เฉยๆ อาจจะเป็นสัญญาณของปรากฏการณ์ "เงินฝืด" ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเมืองไทยก็อาจจะมีปรากฏการณ์ทั้ง "เงินเฟ้อ" และ "เงินฝืด" เกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้ และถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ยากจะอธิบายกันได้ว่า "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ขึ้นไปอีกเท่าไหร่ กระซิบกันได้แต่เพียงว่า "เตรียมตัวเตรียมใจ" กันไว้แต่เนิ่นๆ กันเถอะครับวิกฤติการณ์ที่สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผลกระทบแผ่ขยายเป็นวงกว้างไปแล้ว โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันนั่นแหละ เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด อีกไม่นานก็คงจะได้ข่าวสายการบินในประเทศบางแห่งต้องมีการหยุดบินกันบ้างแล้ว เหตุผลง่ายๆ ก็คือ "ขาดทุน" ไงเล่าครับ มีนักวิเคราะห์อาวุโสในแวดวงการเงินการธนาคารวิเคราะห์ไว้ว่า นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของสงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้เป็น "สงครามเศรษฐกิจ" ระหว่างชนชาติ ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีอาวุธสำคัญคือน้ำมัน ทำสงครามกับชาติฝั่งตะวันตก ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรอีก 4 - 5 ชาติ อาศัยจังหวะที่เศรษฐกิจในสหรัฐกำลังถดถอยและตกต่ำ อาศัยกลไกทางการตลาด ทางการค้าช่วยกัน "ปั่นราคาน้ำมัน" กันขึ้นไป บีบให้ผู้คนในชาติตะวันตกเดือดร้อน พากันขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกมาให้หมด ไม่ว่าราคาจะถูกแสนถูกเท่าใดก็ขาย ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวการที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลกก็คือ "ราคาน้ำมัน" ที่แพงแสนแพงนั่นเอง โดยยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ที่ทุกคนควรรู้ในขณะนี้ก็คือ "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ยังไงเล่าครับ ขอย้ำอีกครั้ง เตรียมตัว เตรียมใจ กันไว้แต่เดี๋ยวนี้เสียเถอะครับ อย่างน้อยๆ เวลาได้รับผลกระทบจะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบาในวงการค้าหุ้นช่วงนี้ก็อย่าแปลกใจไปเลยถ้าหากว่า ภายในระยะเวลา 2 - 3 สัปดาห์ หากมูลค่าการซื้อขายจะหดหายไปอย่างมาก ก็เพราะในสถานการณ์ "ข้าวยาก หมากแพง" แบบนี้นักลงทุน นักเก็งกำไรคงจะไม่มีกะจิตกะใจมาลงทุนกันเท่าไรนัก ยิ่งนักเก็งกำไรรายวันยิ่งไปกันใหญ่ พากันหลบไปดูบอลยูโรกันหมดแล้วครับ
ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/economy/83-2008-06-15-05-53-47.html
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไป คืออะไร
2. สงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้ เป็นสงครามอะไร
3. สาเหตุใดที่ทำให้สถานีบริการน้ำมัน เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด
จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223
ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไปไหนกันไม่เป็นจนหมดแล้ว เหตุผลหลักๆ ก็เนื่องจากราคาน้ำมันนั่นแหละ ช่วงนี้ยังส่งผลให้ตลาดทองคำโลกเริ่มปั่นป่วนตามไปด้วยแล้ว ตอนนี้จึงอย่าแปลกใจกันไปเลยถ้าหากจะมีคนขายทั้งหุ้น ขายทั้งทองคำ แล้วเก็บเงินกันไว้เฉยๆ อาจจะเป็นสัญญาณของปรากฏการณ์ "เงินฝืด" ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเมืองไทยก็อาจจะมีปรากฏการณ์ทั้ง "เงินเฟ้อ" และ "เงินฝืด" เกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้ และถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ยากจะอธิบายกันได้ว่า "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ขึ้นไปอีกเท่าไหร่ กระซิบกันได้แต่เพียงว่า "เตรียมตัวเตรียมใจ" กันไว้แต่เนิ่นๆ กันเถอะครับวิกฤติการณ์ที่สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผลกระทบแผ่ขยายเป็นวงกว้างไปแล้ว โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันนั่นแหละ เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด อีกไม่นานก็คงจะได้ข่าวสายการบินในประเทศบางแห่งต้องมีการหยุดบินกันบ้างแล้ว เหตุผลง่ายๆ ก็คือ "ขาดทุน" ไงเล่าครับ มีนักวิเคราะห์อาวุโสในแวดวงการเงินการธนาคารวิเคราะห์ไว้ว่า นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของสงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้เป็น "สงครามเศรษฐกิจ" ระหว่างชนชาติ ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีอาวุธสำคัญคือน้ำมัน ทำสงครามกับชาติฝั่งตะวันตก ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรอีก 4 - 5 ชาติ อาศัยจังหวะที่เศรษฐกิจในสหรัฐกำลังถดถอยและตกต่ำ อาศัยกลไกทางการตลาด ทางการค้าช่วยกัน "ปั่นราคาน้ำมัน" กันขึ้นไป บีบให้ผู้คนในชาติตะวันตกเดือดร้อน พากันขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกมาให้หมด ไม่ว่าราคาจะถูกแสนถูกเท่าใดก็ขาย ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวการที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลกก็คือ "ราคาน้ำมัน" ที่แพงแสนแพงนั่นเอง โดยยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ที่ทุกคนควรรู้ในขณะนี้ก็คือ "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ยังไงเล่าครับ ขอย้ำอีกครั้ง เตรียมตัว เตรียมใจ กันไว้แต่เดี๋ยวนี้เสียเถอะครับ อย่างน้อยๆ เวลาได้รับผลกระทบจะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบาในวงการค้าหุ้นช่วงนี้ก็อย่าแปลกใจไปเลยถ้าหากว่า ภายในระยะเวลา 2 - 3 สัปดาห์ หากมูลค่าการซื้อขายจะหดหายไปอย่างมาก ก็เพราะในสถานการณ์ "ข้าวยาก หมากแพง" แบบนี้นักลงทุน นักเก็งกำไรคงจะไม่มีกะจิตกะใจมาลงทุนกันเท่าไรนัก ยิ่งนักเก็งกำไรรายวันยิ่งไปกันใหญ่ พากันหลบไปดูบอลยูโรกันหมดแล้วครับ
ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/economy/83-2008-06-15-05-53-47.html
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไป คืออะไร
2. สงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้ เป็นสงครามอะไร
3. สาเหตุใดที่ทำให้สถานีบริการน้ำมัน เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)