วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกอย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553
จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223

ทำอย่างไร ให้ร้านค้าปลีกของคุณแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าที่เดินเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย นั่นคือ คำถามที่เจ้าของร้านค้าปลีกทุกรายต้องการรู้คำตอบ Business Tips มีคำตอบง่ายๆ กับ “3 เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกอย่างมีประสิทธิภาพ”
1 การจัดรูปแบบภายในร้านค้า

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าได้พบเมื่อเข้าร้าน หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่าบริเวณที่ลูกค้าเดินผ่านบ่อยเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ อยู่ระหว่างทางเข้าร้าน บริเวณสินค้าขายดี และจุดจ่ายเงิน หากสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าบริเวณนี้ให้มาก ก็จะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเห็นสินค้ามากขึ้น และแน่นอนโอกาสที่จะซื้อก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากนั้นมาดูเรื่อง การจัดระยะห่างของชั้นเรียงสินค้าให้พอดี ระยะแคบเกินไปทำให้ดูแออัด ลูกค้ามองเห็นสินค้าไม่ครบ ส่วนกว้างเกินไปก็ทำให้ร้านโล่งดูมีของขายน้อย ขยับมาที่ ชั้นวางสินค้า ควรแบ่งกลุ่มสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน และเลือกลักษณะของชั้นวางให้เหมาะสม ในขณะที่ บรรยากาศภายในร้าน ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่ดี ตกแต่งด้วยรูปภาพ โปสเตอร์ หรือใช้โทนสีช่วย ร้านที่ใช้โทนสีอ่อนหรือสีขาวจะดูสว่างและสะอาด แสงสว่าง ที่เพียงพอจะทำให้มองเห็นสินค้าชัดเจน แต่ควรระวังไม่ให้แสงไฟทำให้สีของสินค้าเปลี่ยนไป และควรเลือกใช้หลอดประหยัดไฟที่ให้แสงสว่างมากกว่าในจำนวนวัตต์ที่เท่ากัน
2 การจัดซื้อสินค้าเข้าร้าน

การแบ่งประเภทสินค้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าหมุนเวียนช้า และสินค้าหมุนเวียนเร็ว การเลือกสินค้าเข้าร้านต้องเลือกให้หลากหลาย เลือกยี่ห้อที่เป็นที่นิยม เลือกขนาดบรรจุเพียง 1 หรือ 2 ขนาด โดยปกติมักเป็นขนาดเล็ก เลือกสี กลิ่น หรือรส เฉพาะที่เป็นที่นิยม และเลือกโดยดูจากความต้องการของลูกค้า ส่วนแนวทางการสั่งซื้อสินค้า เจ้าของร้านต้องกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง และตรวจนับสินค้าคงเหลือก่อนสั่ง โดยตัดสินใจสั่งซื้อจากข้อมูลในอดีตแต่ก็ต้องหาข้อมูลใหม่ๆ ช่วยในการตัดสินใจอยู่เสมอ, สั่งซื้อตามจำนวนที่พอขายในช่วงเวลาที่กำหนด, ไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากคุณภาพสินค้าลดลงแล้ว หากเก็บไม่ดีเป็นการเอาเงินไปจมไว้ ที่สำคัญบริหารสต็อกอย่าให้สินค้าขาดเพื่อไม่ให้เสียโอกาสการขาย
3 การจัดสรรพื้นที่วางสินค้า

ทำพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด โดยพิจารณาจากยอดขายและความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก หลักเกณฑ์ในการจัดเรียงสินค้าคือ เห็นเด่นชัด เมื่อลูกค้าเห็นสินค้า สินค้านั้นย่อมได้รับการพิจารณาเลือกซื้อ เข้าถึงสะดวก ถ้าลูกค้าไม่สามารถแตะหรือหยิบสินค้าได้สะดวก สินค้านั้นย่อมไม่ได้รับการเลือกซื้อ จัดเรียงน่าสนใจ การตั้งโชว์สินค้าให้ดึงดูดความสนใจ ช่วยให้ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น เข้าก่อนออกก่อน รักษาระดับการหมุนเวียนสต็อกให้เหมาะสม และดูแลให้สินค้าบนชั้นใหม่สดเสมอ และสะอาดน่าซื้อ สินค้าที่สะอาดทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าใหม่น่าซื้อ

ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/business/189-2008-11-28-04-12-12.html

คำถามท้ายเรื่อง
1. เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกมีอะไรบ้าง
2. การแบ่งประเภทสินค้าเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ อะไรบ้าง
3. การตกแต่งร้านค้าควรใช้สีอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้าวจะยาก หมากจะแพง

วันที่ 5 กุมพาพันธ์ 2553
จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223


ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไปไหนกันไม่เป็นจนหมดแล้ว เหตุผลหลักๆ ก็เนื่องจากราคาน้ำมันนั่นแหละ ช่วงนี้ยังส่งผลให้ตลาดทองคำโลกเริ่มปั่นป่วนตามไปด้วยแล้ว ตอนนี้จึงอย่าแปลกใจกันไปเลยถ้าหากจะมีคนขายทั้งหุ้น ขายทั้งทองคำ แล้วเก็บเงินกันไว้เฉยๆ อาจจะเป็นสัญญาณของปรากฏการณ์ "เงินฝืด" ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเมืองไทยก็อาจจะมีปรากฏการณ์ทั้ง "เงินเฟ้อ" และ "เงินฝืด" เกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้ และถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ยากจะอธิบายกันได้ว่า "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ขึ้นไปอีกเท่าไหร่ กระซิบกันได้แต่เพียงว่า "เตรียมตัวเตรียมใจ" กันไว้แต่เนิ่นๆ กันเถอะครับวิกฤติการณ์ที่สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผลกระทบแผ่ขยายเป็นวงกว้างไปแล้ว โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันนั่นแหละ เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด อีกไม่นานก็คงจะได้ข่าวสายการบินในประเทศบางแห่งต้องมีการหยุดบินกันบ้างแล้ว เหตุผลง่ายๆ ก็คือ "ขาดทุน" ไงเล่าครับ มีนักวิเคราะห์อาวุโสในแวดวงการเงินการธนาคารวิเคราะห์ไว้ว่า นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของสงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้เป็น "สงครามเศรษฐกิจ" ระหว่างชนชาติ ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีอาวุธสำคัญคือน้ำมัน ทำสงครามกับชาติฝั่งตะวันตก ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรอีก 4 - 5 ชาติ อาศัยจังหวะที่เศรษฐกิจในสหรัฐกำลังถดถอยและตกต่ำ อาศัยกลไกทางการตลาด ทางการค้าช่วยกัน "ปั่นราคาน้ำมัน" กันขึ้นไป บีบให้ผู้คนในชาติตะวันตกเดือดร้อน พากันขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกมาให้หมด ไม่ว่าราคาจะถูกแสนถูกเท่าใดก็ขาย ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวการที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลกก็คือ "ราคาน้ำมัน" ที่แพงแสนแพงนั่นเอง โดยยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ที่ทุกคนควรรู้ในขณะนี้ก็คือ "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ยังไงเล่าครับ ขอย้ำอีกครั้ง เตรียมตัว เตรียมใจ กันไว้แต่เดี๋ยวนี้เสียเถอะครับ อย่างน้อยๆ เวลาได้รับผลกระทบจะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบาในวงการค้าหุ้นช่วงนี้ก็อย่าแปลกใจไปเลยถ้าหากว่า ภายในระยะเวลา 2 - 3 สัปดาห์ หากมูลค่าการซื้อขายจะหดหายไปอย่างมาก ก็เพราะในสถานการณ์ "ข้าวยาก หมากแพง" แบบนี้นักลงทุน นักเก็งกำไรคงจะไม่มีกะจิตกะใจมาลงทุนกันเท่าไรนัก ยิ่งนักเก็งกำไรรายวันยิ่งไปกันใหญ่ พากันหลบไปดูบอลยูโรกันหมดแล้วครับ

ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/economy/83-2008-06-15-05-53-47.html

คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไป คืออะไร
2. สงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้ เป็นสงครามอะไร
3. สาเหตุใดที่ทำให้สถานีบริการน้ำมัน เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

" คัมภีร์ " การลงทุน

วันที่ 27 มกราคม 2553

จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223

วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร
จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
1.รู้จักออม
สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน
พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ
2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน
ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย
นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ
3.รู้จักความเสี่ยง
เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)
เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ
แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้
5.รู้จักตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่
นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ
พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ
อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)
ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"


ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/investment/192-2009-04-23-14-07-55.html

คำถามท้ายเรื่อง
1. หลักการลงทุน ห้าข้อ มีอะไรบ้าง
2. เงินออมคืออะไร

3. การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยงลดได้แต่ความเสี่ยง เฉพาะของอะไร



วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ลงทุนซื้อทองคำดีใหม

วันที่ 20 มกราคม 2553

จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223

สมัยนี้ทุกคนพยายามหารายได้แล้วลดรายจ่ายเพื่อให้มีเงินออม พอมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ การลงทุนให้ได้ดอกผลงามและในเวลาเดียวกันก็ลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเป็นวิธีการที่ยุ่งยากและต้องใช้ความรู้ความชำนาญ เนื่องจากว่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ยังผันผวนไม่ได้ขยับตัวขึ้นมาเป็นเวลาเกือบสี่ปีแล้วเพราะเมื่อปลายปี 2546 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ประมาณ 750 จุด แต่ทุกวันนี้ในเดือนกรกฎาคม 2549 ดัชนีก็ยังอยู่ที่ประมาณ 670 จุด หากเอาเงินไปฝากแบงก์ก็ได้ดอกเบี้ยเพียง 3-4% แล้วยังต้องถูกหักภาษี 15% ถ้าไปซื้อตราสารหนี้จาก บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) ก็ได้ผลตอบแทน 4-4.5% โดยไม่ต้องเสียภาษีแต่หลายคนยังห่วง
เพราะมีประสบการณ์จากการขาดทุนในกองทุนหลายประเภทวิธีลงทุนประเภทใหม่ที่น่าสนใจก็คือ ซื้อทองคำ เพราะราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นจากที่ประมาณ US$ 290 ต่อ 1 ออนซ์ (ซึ่งน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักประมาณ 2 บาท) เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วขึ้นไปสูงสุดจนถึง US$ 730 แต่ขณะนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 620-630 ด้วยเหตุนี้ราคาทองคำที่ซื้อขายในเมืองไทยความบริสุทธิ์ 96.5% จึงตกอยู่ระหว่าง 10,800 - 11,500 บาท ต่อน้ำหนัก 1 บาท
ผมแนะนำว่า พ่อบ้านแม่เรือนที่มีเงินเก็บควรหันมาสนใจลงทุนกับทองคำบ้างด้วยเหตุผลดังนี้
ทองคำเป็นโลหะที่มีค่า โอกาสขาดทุนจะน้อยกว่าหุ้น ราคาทองคำซื้อขายที่ประมาณ 10,000 บาท มา 1-2 ปีแล้ว แต่หุ้นบางตัวซื้อที่ 30 บาท เผลอสักพักเดียวอาจลดลงเหลือเพียง 3 บาทเท่านั้น
ทองคำมีสภาพคล่องดีมาก หากคุณซื้อจากร้านใหญ่ๆ เช่น ฮั่วเซ่งเฮง หรือบริษัทออสสิริส สามารถขายคืนและได้รับเงินทันทีหรือใช้เวลาไม่เกินสองวัน แม้แต่วันเสาร์ก็ซื้อขายได้ และไม่ต้องใช้นายหน้าตัวแทนอย่างเช่นการซื้อขายหุ้น
คุณสามารถเลือกซื้อเป็นทองแท่งหรือรูปพรรณหรือเหรียญกษาปณ์ทองคำของกระทรวงการคลังซึ่งมีความสวยงามในตัวมันเอง ส่วนหุ้นหรือการฝากเงินธนาคารเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ การดูได้ ได้ใช้ ได้สวมใส่ทองคำถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งซึ่งให้คุณค่ามากกว่าการลงทุนในทรัพย์สินประเภทอื่น
ทองคำที่ซื้อมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับเป็นสิ่งของที่ยิ่งใช้ราคายิ่งแพงเทียบกับทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้อยู่ไม่กี่ปี ราคาก็ลดไปกว่า 50% มีทรัพย์สินอีกเพียงประเภทเดียวที่ลักษณะเหมือนทองคำที่ยิ่งใช้ราคายิ่งแพง คือ บ้านที่อยู่อาศัย ยังมีวิธีลงทุนทองคำโดยซื้อกองทุนทองของ บลจ. ทหารไทยซึ่งเขาจะเอาเงินของผู้ลงทุนไปซื้อทองคำที่ตลาดกรุงนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถซื้อขายขั้นต่ำตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป โดยทางกองทุนทหารไทยเขาจะออกสมุดเงินฝากให้ สิ่งที่ได้ประโยชน์ก็คือ ไม่ต้องเก็บทองคำเองแล้วกลัวโจรผู้ร้ายจะลักขโมยคุณสามารถซื้อได้ตั้งแต่จำนวนน้อยๆ ส่วนถ้าคุณไปซื้อทองแท่งหรือทองรูปพรรณต้องใช้เงินครั้งละหลายๆ หมื่น จึงเป็นทางเลือกในการลงทุนทองคำอีกทางหนึ่ง
ขณะนี้เงินบาทค่อนข้างจะแข็งค่า คือ อยู่ที่ประมาณ 37.9-38.2 บาท ต่อ US Dollar ต่อไปปลายปีหากเงินบาทอ่อนตัวลงอยู่ที่ 39 บาท เวลานั้นราคาทองคำคิดเป็นเงินบาทจะแพงขึ้น เพราะทองคำเป็นสิ่งที่ซื้อขายเป็น US Dollar ในตลาดโลก ราคาขึ้นลงขึ้นอยู่กับอัตราการแลกเปลี่ยน
ข้อควรสังเกต คือ อย่าลงทุนทองคำเกินกว่า 10% ของเงินออม ควรกระจายลงทุนไปฝากธนาคารบ้าง ซื้อกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นจาก บลจ. หรือสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ บ้าง ซื้อหุ้นไว้สักเล็กน้อย และลงทุนในทองคำประมาณ 5-10% ของเงินออม.


ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/investment/28-2008-05-30-08-53-37.html


คำถามท้ายเรื่อง
1. การลงทุนในหลักทรัพย์ใดที่ไม่ต้องเสียภาษี
2. จงบอกเหตุผลที่ควรหันมาลงทุนกับทองคำ (ตอบสั้นๆ)
3. การซื้อขายทองคำในตลาดโลก ใช้หน่วยเป็นอะไร

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

กสิกรไทยหนุนพลังงานสีเขียว ปล่อยกู้ 1,100 ล้านให้โซล่า เพาเวอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


วันที่ 11 มกราคม 2553

จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223



กสิกรไทยหนุนพลังงานสีเขียว ปล่อยกู้ 1,100 ล้านให้โซล่า เพาเวอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขายให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทั้งหมด ชี้ช่วยลดมลภาวะ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมีนโยบายสนับสนุนโครงการที่ประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทางเลือก เพื่อร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาโลกร้อน โดยล่าสุดธนาคารได้ให้การสนับสนุนทางการเงินจำนวนรวม 1,100 ล้านบาท แก่บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
สำหรับการให้การสนับสนุนทางการเงินครั้งนี้จะเป็นเงินกู้โครงการ (Project Finance) มาตรฐานระดับสากล ซึ่งประกอบด้วยวงเงินเพื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ วงเงินกู้ระยะยาว พร้อมทั้งวงเงินอื่น ๆ เพื่อบริหารโครงการ อาทิ วงเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวนรวมกว่า 1,100 ล้านบาท โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าของบริษัท โซล่า เพาเวอร์ นับเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่โครงการแรกของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา ที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนหนึ่งจากต่างประเทศ ในขณะที่การใช้พลังงานน้ำจากเขื่อนต้องอาศัยความเพียงพอและต่อเนื่องของปริมาณน้ำ และมีข้อจำกัดในการขยายการผลิตด้วยการสร้างเขื่อนแห่งใหม่ ดังนั้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าแก่ประเทศในระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนจึงมีพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ได้ไม่จำกัดอย่างต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งปี
ด้านนางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้าร่วมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน จึงทำให้บริษัทมุ่งมั่นที่จะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ มีศักยภาพสูง และมีความมั่นคงจากแหล่งพลังงานที่เป็นพลังงานธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายและกลยุทธ์ขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ด้วยแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 34 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้รวมกว่า 200 เมกะวัตต์ขณะนี้บริษัทได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกที่อำเภอโนนสูง นครราชสีมา เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในเดือนมีนาคมนี้ ด้วยกำลังการผลิต 5.88 เมกกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ทำให้โครงการมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีแหล่งรับซื้อพลังงานที่แน่นอน
นายประสาร กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเป็นอันดับหนึ่ง ในการสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจที่ใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยส่วนแบ่งตลาด 30% ซึ่งนอกจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังรวมถึงพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลมและโรงไฟฟ้าชีวมวล
ธนาคารกสิกรไทยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับโครงการพลังทางเลือก (Renewable Energy) ขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเชิงพาณิชย์แห่งแรกในประเทศ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกหลายโครงการด้วย


ที่มา : http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=813


คำถามท้ายเรื่อง

1. การสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สามารถช่วยลดปัญหาใดได้บ้าง
2. การผลิตไฟฟ้าของบริษัทอะไร ที่นับเป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อ

การพาณิชย์ขนาดใหญ่ โครงการแรกของประเทศไทย
3. ธนาคารใดที่ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับโครงการทางเลือก ( Renewable Energy )
ขนาดใหญ่หลายโครงการ




วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200

โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง
ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ... นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงไตรมาส 4 ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด แต่ละเรื่องกวาดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งคาดหวังว่าสิ้นปี 2552 ยอด รายได้จากการขายตั๋วหนังน่าจะเติบโตสูงถึง 13-14% มีรายได้เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท หรือทะลุ 2,900 ล้านบาท จากปี 2551 ที่ทำได้ 2,700 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่ายอดขายตั๋วหนังจะไม่มีอัตราการเติบโตหรือติดลบ "ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปีหน้า คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้แน่นอน แม้จะมีผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย เนื่องจากต้องหลีกทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่บริษัทมองว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเท่าที่ดูโปรแกรมภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายในปีหน้า ยังมีหลายเรื่องที่ทำเงิน เช่น แฮร์รี่พอร์ตเตอร์ ภาคจบ หรือนิวมูนภาค 3 นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์เข้าฉายอีก หลายเรื่อง เช่น นเรศวรภาค 3 และ 4 รวมถึงองค์บาก จึงมั่นใจว่าภาพรวมสิ้นปีหน้าอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์น่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10-12% เช่นเดียวกับรายได้บริษัท ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10-12%" ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2553 มีแผนใช้งบ 800-1,000 ล้านบาท ขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30-40 โรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาทำเลที่มีความเหมาะสมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และยังมีแผนที่จะขยายสาขาโรงภาพยนตร์เอสพลานาดในจังหวัดใหญ่ๆด้วย.

ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/eco/53246 วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552

คำถามท้ายเรื่อง:
1.ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด( มหาชน)คาดหวังผลธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ช่วงสิ้นปี 2552ไว้อย่างไรบ้าง?
2.เหตุใดที่ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย ? และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินและจะเข้าฉายในปีหน้า มีเรืองใดบ้าง? และภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายมีเรื่องใดบ้าง?
3.ทางบริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2553 อย่างไร?

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก

10 ธันวันที่วาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200

เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก

ค่ายเบียร์สิงห์ เคาะแผนการตลาดปี 53 เดินเกมระยะสั้น 2 เดือน รับสถานการณ์ผัวผวน ลั่นอัดงบการตลาดเต็มสูบป้องเบียร์ช้างโค่นบัลลังก์ สิ้นปีนี้ยอดขายโต 3.5% กวาด 1,155ล้านลิตร รั้งตำแหน่งผู้นำโกยแชร์ 65% จวกกรมสรรพสามิต ชงจัดเก็บภาษีจากราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ เปิดเผยว่า แนวทางการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุก 2 เดือน จากที่ผ่านมา บริษัทจะวางกลยุทธ์การตลาดระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งนี้การปรับตัวดังกล่าวเพื่อรองรับกับการเมืองที่ไม่ความแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ “ที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองมามาก ซึ่งเชื่อผู้ประกอบการทุกรายไม่สนใจปัญหาการเมืองไทย เพราะเงื่อนไขการตลาดอยู่ที่การเมืองไม่ได้แล้ว อยู่ที่ผู้ผลิตมากกว่า เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดายากและเราควบคุมไม่ได้ ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทในธุรกิจของตัวเองให้มากที่สุด” สำหรับภาพรวมรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาพรวมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยตลาดหดตัว 14% จากมูลค่าตลาดเบียร์ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ปีนี้หดตัวเหลือ 8 หมื่นล้านบาท สำหรับภาพรวมของบริษัทในช่วง 11 เดือน หดตัว 6% และสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตราว 3.5% หรือมียอดจำหน่าย 1,155ล้านลิตร โดยเบียร์สิงห์ยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 65% นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณทางเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จะยังไม่ส่งผลมาถึงตลาดเบียร์ให้กลับมาเติบโต สำหรับปีหน้านี้บริษัทมุ่งเน้นการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด แม้ที่ผ่านมาคู่แข่งอย่างเบียร์ช้างจะมีการปรับภาพลักษณ์แล้วก็ตาม และที่สำคัญสิงห์จะไม่ลดงบในการทำตลาด โดยจะเน้นการใช้สื่ออย่างถูกต้องในทุกช่องทาง รวมถึงจะชูกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด “การแข่งขันปีหน้าจะรุนแรงจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ที่อาจมีผู้ประกอบการเข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องของแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ในประเทศ” สำหรับกรณีที่กรมสรรพสามิต วางแนวทางจัดเก็บภาษีโดยพิจารณาจากราคาขายปลีก ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะราคาขายปลีกในแต่ละช่องทางมีการตั้งราคาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์พรีเมี่ยม เบียร์ระดับกลาง และล่าง ดังนั้นระบบการจัดเก็บภาษีจึงควรปรับเป็นคิดตามปริมาณดีกรีของแอลกอฮอล์ตามมาตรฐานสากลแทนการระบบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า ณ โรงงานตามเซกเมนต์ของเบียร์ ส่วนกรณีนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต หรือมีการปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จากการที่ภาครัฐได้มีการออกกฎระเบียบต่างๆ ในการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ล่าสุดบริษัทได้ยื่นหนังสือด่วนไปถึงคุณหมอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ให้พิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกอย่าง

ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150254

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 ธันวาคม 2552 00:18 น.


คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุกกี่เดือน? และจากเดิมบริษัทวางแผนกลยุทธ์การตลาดระยะเท่าไร?
2.สิ้นปี้นี้ บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้เท่าไร? อย่างไร?
3.จากที่นายฉัตรชัย กล่าว ในปีหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องใดบ้าง?เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด