วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200

โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง
ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ... นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงไตรมาส 4 ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด แต่ละเรื่องกวาดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งคาดหวังว่าสิ้นปี 2552 ยอด รายได้จากการขายตั๋วหนังน่าจะเติบโตสูงถึง 13-14% มีรายได้เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท หรือทะลุ 2,900 ล้านบาท จากปี 2551 ที่ทำได้ 2,700 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่ายอดขายตั๋วหนังจะไม่มีอัตราการเติบโตหรือติดลบ "ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปีหน้า คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้แน่นอน แม้จะมีผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย เนื่องจากต้องหลีกทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่บริษัทมองว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเท่าที่ดูโปรแกรมภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายในปีหน้า ยังมีหลายเรื่องที่ทำเงิน เช่น แฮร์รี่พอร์ตเตอร์ ภาคจบ หรือนิวมูนภาค 3 นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์เข้าฉายอีก หลายเรื่อง เช่น นเรศวรภาค 3 และ 4 รวมถึงองค์บาก จึงมั่นใจว่าภาพรวมสิ้นปีหน้าอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์น่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10-12% เช่นเดียวกับรายได้บริษัท ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10-12%" ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2553 มีแผนใช้งบ 800-1,000 ล้านบาท ขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30-40 โรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาทำเลที่มีความเหมาะสมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และยังมีแผนที่จะขยายสาขาโรงภาพยนตร์เอสพลานาดในจังหวัดใหญ่ๆด้วย.

ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/eco/53246 วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552

คำถามท้ายเรื่อง:
1.ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด( มหาชน)คาดหวังผลธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ช่วงสิ้นปี 2552ไว้อย่างไรบ้าง?
2.เหตุใดที่ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย ? และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินและจะเข้าฉายในปีหน้า มีเรืองใดบ้าง? และภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายมีเรื่องใดบ้าง?
3.ทางบริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2553 อย่างไร?

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก

10 ธันวันที่วาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200

เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก

ค่ายเบียร์สิงห์ เคาะแผนการตลาดปี 53 เดินเกมระยะสั้น 2 เดือน รับสถานการณ์ผัวผวน ลั่นอัดงบการตลาดเต็มสูบป้องเบียร์ช้างโค่นบัลลังก์ สิ้นปีนี้ยอดขายโต 3.5% กวาด 1,155ล้านลิตร รั้งตำแหน่งผู้นำโกยแชร์ 65% จวกกรมสรรพสามิต ชงจัดเก็บภาษีจากราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ เปิดเผยว่า แนวทางการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุก 2 เดือน จากที่ผ่านมา บริษัทจะวางกลยุทธ์การตลาดระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งนี้การปรับตัวดังกล่าวเพื่อรองรับกับการเมืองที่ไม่ความแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ “ที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองมามาก ซึ่งเชื่อผู้ประกอบการทุกรายไม่สนใจปัญหาการเมืองไทย เพราะเงื่อนไขการตลาดอยู่ที่การเมืองไม่ได้แล้ว อยู่ที่ผู้ผลิตมากกว่า เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดายากและเราควบคุมไม่ได้ ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทในธุรกิจของตัวเองให้มากที่สุด” สำหรับภาพรวมรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาพรวมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยตลาดหดตัว 14% จากมูลค่าตลาดเบียร์ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ปีนี้หดตัวเหลือ 8 หมื่นล้านบาท สำหรับภาพรวมของบริษัทในช่วง 11 เดือน หดตัว 6% และสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตราว 3.5% หรือมียอดจำหน่าย 1,155ล้านลิตร โดยเบียร์สิงห์ยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 65% นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณทางเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จะยังไม่ส่งผลมาถึงตลาดเบียร์ให้กลับมาเติบโต สำหรับปีหน้านี้บริษัทมุ่งเน้นการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด แม้ที่ผ่านมาคู่แข่งอย่างเบียร์ช้างจะมีการปรับภาพลักษณ์แล้วก็ตาม และที่สำคัญสิงห์จะไม่ลดงบในการทำตลาด โดยจะเน้นการใช้สื่ออย่างถูกต้องในทุกช่องทาง รวมถึงจะชูกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด “การแข่งขันปีหน้าจะรุนแรงจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ที่อาจมีผู้ประกอบการเข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องของแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ในประเทศ” สำหรับกรณีที่กรมสรรพสามิต วางแนวทางจัดเก็บภาษีโดยพิจารณาจากราคาขายปลีก ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะราคาขายปลีกในแต่ละช่องทางมีการตั้งราคาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์พรีเมี่ยม เบียร์ระดับกลาง และล่าง ดังนั้นระบบการจัดเก็บภาษีจึงควรปรับเป็นคิดตามปริมาณดีกรีของแอลกอฮอล์ตามมาตรฐานสากลแทนการระบบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า ณ โรงงานตามเซกเมนต์ของเบียร์ ส่วนกรณีนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต หรือมีการปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จากการที่ภาครัฐได้มีการออกกฎระเบียบต่างๆ ในการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ล่าสุดบริษัทได้ยื่นหนังสือด่วนไปถึงคุณหมอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ให้พิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกอย่าง

ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150254

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 ธันวาคม 2552 00:18 น.


คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุกกี่เดือน? และจากเดิมบริษัทวางแผนกลยุทธ์การตลาดระยะเท่าไร?
2.สิ้นปี้นี้ บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้เท่าไร? อย่างไร?
3.จากที่นายฉัตรชัย กล่าว ในปีหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องใดบ้าง?เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.

วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2552
จัดทำโดย นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200


ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันแรกที่ทางการเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอเข้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมีจำนวนประมาณ 2.55-2.65 หมื่นราย ยอดหนี้รวมประมาณ 2.8 พันล้านบาท ซึ่งมูลหนี้เฉลี่ย 9 หมื่นบาท/ราย โดยเป็นผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินประมาณ 1.7-1.8 หมื่นราย ยอดหนี้ประมาณ 1.9 พันล้านบาท และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จำนวนประมาณ 8.5 พันราย ยอดหนี้ประมาณ 866 ล้านบาท
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือเรื่องหนี้นอกระบบในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร แต่ยังพบปัญหาประชาชนบางพื้นที่ถูกเจ้าหนี้ข่มขู่ทำให้ไม่กล้ามาลงทะเบียน ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะดูแลความปลอดภัยให้แก่ลูกหนี้ไม่ให้ได้รับอันตราย และหวังว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ สำหรับประชาชนที่มาลงทะเบียนในวันนี้มีมูลหนี้เฉลี่ยอยู่ที่รายละ 9 หมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่รัฐบาลเคยประเมิน โดยประชาชนในกรุงเทพฯ และจ.นครราชสีมาเข้ามาลงทะเบียนในวันแรกมากที่สุด ส่วนจังหวัดที่มีผู้มาลงทะเบียนน้อยที่สุด คือ จ.พิจิตร อย่างไรก็ตามคงต้องรอสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ก่อนจึงจะประเมินข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน คาดว่า จะมีประชาชนมาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินในวันแรกราว 2.5 หมื่นราย ซึ่งมีมูลหนี้รวม 2 พันล้านบาท โดยประชาชนในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจมาลงทะเบียนค่อนข้างมากเพราะมีจำนวนสาขามาก ขณะที่ ธ.ก.ส.จะมีสาขาอยู่ในต่างจังหวัด หลังจากได้ข้อมูลการลงทะเบียนแล้วธนาคารจะดำเนินคัดกรองว่า ผู้ที่มาลงทะเบียนจะต้องไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการพนัน หรือเกิดจากการทำผิดกฎหมาย โดยจะต้องมีผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไข พร้อมทั้งดูว่ารายได้ของผู้กู้เพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติเงินกู้วงเงินไม่เกิน 3 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน ถ้าเกิน 3 หมื่นบาทจะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ประชาชนที่เป็นลูกหนี้บางส่วนยังมีความกังวลหลังจากโดนเจ้าหนี้ข่มขู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องหามาตรการดูแลเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนดเวลาการลงทะเบียน คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการราวอย่างน้อย 1 ล้านราย

ที่มา:http://www.ryt9.com/s/iq03/760296
คำถามท้ายเรื่อง
1.การเปิดให้ประชาชนเข้าลงทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ สามารถลงทะเบียนได้กี่ธนาคาร? ธนาคารใดบ้าง?
2.ประชาชนที่มาลงทะเบียนนั้นมียอดหนี้เลี่ยรายละเท่าไร?และจังหวัดใดมีผู้มาลงทะเบียนมากและน้อยที่สุด?
3.ผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติวงเงินกู้ไม่เกินเท่าไหร่?อัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์ ถ้าหากเกินวงเงินคือเท่าไหร่และอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์?

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันพุธ ที่25 พฤศจิกายน พ.ศ2552 KTAMเปิดขายกิมจิ7เดือนโชว์ผลตอบแทน1.6%ต่อปี

จัดทำบทความโดย
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน4902100200

KTAMเปิดขายกิมจิ7เดือนโชว์ผลตอบแทน1.6%ต่อปี

บลจ.กรุงไทย(KTAM) เปิดขายตราสารหนี้เกาหลีใต้ 7 เดือน โชว์ผลตอบแทน 1.6% มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท พร้อมอัดโปรโมชั่นซื้อ RMF-LTF ก่อนสิ้นปี รับประกันอุบัติเหตุกลุ่มฟรี จากทิพยประกันภัยและเมืองไทยประกันภัย ด้านบลจ.อยุธยา เสนอขายพันธบัตรเกาหลี 5 เดือน ผลตอบแทน 1.50% นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด(มหาชน)หรือ KTAM เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 7 เดือน 1 (KTFF7M1) เสนอขายวันที่ 25 พ.ย-1 ธ.ค 52 กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกาหลีใต้ อายุโครงการ 7 เดือน มูลค่า 1,500 ล้านบาท เน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐเกาหลีใต้ (Monetary Stabilization Bond หรือ Korea Treasury Bond) ทั้ง 100% ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นระดับ F1โดย Fitch และเงินลงทุนจะมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการ 1.60% ต่อปี นอกจากนี้บริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเทรดดิ้ง เพื่อความสะดวกของลูกค้าในการซื้อขายหน่วยลงทุนผลการดำเนินงานของกองทุนประเภท RMF และ LTF ที่อยู่ภายใต้การบริการของบริษัท เช่น กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว (KTLF) ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 8.07% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 23.33% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 57.89% และย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่73.37% ส่วนกองทุนเปิดกรุงไทยวางแผนภาษีเพื่อการเลี้ยงชีพ1 (RMF1) ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 9.11% ย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 22.88% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 61.98% ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 79.46% หากลูกค้าลงทุนภายในปีนี้ จะได้รับประกันอุบัติเหตุกลุ่ม สำหรับกองทุน RMF1-2 จากบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกองทุน RMF3 จากบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมรับโปรโมชั่นหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาท นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา เปิดเผยว่า บริษัทเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 5M1 (KFKGB5M1) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้อายุประมาณ 5 เดือน โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีระยะเวลาแน่นอน ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เน้นลงทุนในพันธบัตร MSB ที่ออกโดยธนาคารกลางของเกาหลีใต้ โดยกองทุนจะปิดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้งหมด ผู้ลงทุนจะได้รับอัตราการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่น้อยกว่า 1.50% ต่อปี มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท "การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ยังคงเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ออม และผู้ลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อยู่ในระดับต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากไทยในขณะนี้เสนอขายวันนี้ถึงวันที่ 30 พ.ย 52 ลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท"นายฉัตรพี กล่าว

ที่มา:http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=33999

วันที่ 25 พ.ย. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว -1วัน 16ช.ม. 46นาที

คำถามท้ายเรื่อง
1.การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ของเงินลงทุน ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทน ประมาณการ กี่เปอร์เซนต์ต่อปี?
2.กองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 5M1 (KFKGB5M1) เป็นกองทุนที่เน้นในเรื่องใด มีอายุเท่าไหร่?
3.เพราะเหตุใด การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ถึงได้เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ออมและผู้ลงทุน?

BX007 การจัดการทางการเงิน

วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


ธนชาติดูดกระแสรายวัน เสนอดอกเบี้ยสูง0.65%

ธนชาต(TBANK) ออกเงินฝากกระแสรายวันพรีเมี่ยม ต่อยอดขยายบริการตัวอื่น เสนอดอกเบี้ยให้ทุกเดือนสูงสุด 0.65% ต่อปี ตั้งเป้าจะมีฐานเงินฝากกระแสรายวัน 5% ภายใน 1- 2 ปี จาก 1% ของเงินฝากรวม ด้าน"เกียรตินาคิน"เสนอโปรโมชั่นในงาน SET in The City 2009 เข็นเงินฝากออมทรัพย์ KK Max Savings เฉพาะลูกค้าใหม่รับ 100 บัญชี ยังอุบอัตราดอกเบี้ย นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Core Businesses & E-Banking ธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TBANK เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการแข่งขันเพื่อนำเสนอบริการด้านเงิน ฝากกระแสรายวันแก่ผู้ฝากเงินกันมากขึ้น เนื่องจากผู้ฝากเงินประเภทนี้เป็นกลุ่มที่สามารถนำมาต่อยอดในการขยายสู่ บริการอื่นๆได้อีก อย่างไรก็ตาม ธนาคารธนชาต จึงได้ออกเงินฝาก"กระแสรายวันพรีเมี่ยม"เพื่อเป็นการดึงดูดผู้ฝากเงินกลุ่มนี้ที่มีทั้งนิติบุคคล ธุรกิจ SME และ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งหวังต่อยอดขยายไปสู่บริการอื่นๆ เช่น สินเชื่อธุรกิจ หรือ บัญชีเงินเดือนพนักงาน เงินฝากประเภทนี้ของธนาคารจะเสนอดอกเบี้ยให้ผู้ฝากเงินเป็นรายเดือนด้วย คือ วงเงินฝากตั้งแต่ 1 แสน แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี และตั้งแต่ 10ล้านบาท ขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.65% ต่อปี ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เสนออัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินประเภทนี้ นอกจากนี้ เช็คที่ใช้ควบคู่กับเงินฝากประเภทนี้ของธนาคารมีราคาเพียงฉบับละ 10 บาท ส่วนบริการโอนเงินอัตโนมัติระหว่างบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวัน (Cash Link) ธนาคารยังมอบสิทธิพิเศษด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนให้แก่ผู้ใช้บริการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สำหรับเวลาในการปิดรับเชิคเครียรริ่งในปัจจุบันธนาคารได้ขยายเวลาจนถึง 15:00 น. เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งนี้ เงินฝากดังกล่าว ยังสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ฝากเงินที่ใช้บัญชีของธนาคารเป็นบัญชีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารเงินของธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีเงินฝากอื่นๆมายังเงินฝากกระแสรายวัน เพราะธนาคารได้มีการคำนวณดอกเบี้ยให้เงินที่ฝากอยู่ในบัญชีกระแสรายวันใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปัจจุบันธนาคารมีฐานเงินฝากกระแสรายวันอยู่ประมาณ 1% ของเงินฝากรวม และตั้งเป้าภายในอีก 1 - 2 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันเป็น 5% ของฐานเงินฝากรวมนางสาวฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หรือ KK เปิดเผยว่า ในงาน SET in the City โปรโมชั่นที่ธนาคารจะเสนอ คือ KK Deposits ซึ่งมีให้เลือกทั้งเงินฝากประจำ 24 เดือน ดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี โดยฝากขั้นต่ำที่ 1 แสน-2 ล้านบาท ฝากเงินทุกๆ 5 แสนบาท รับฟรีบัตรกำนัลพารากอนมูลค่า 200 บาท เฉพาะผู้เปิดบัญชีในงาน และ ลูกค้าใหม่ของธนาคารนอกจากนี้ ยังมีเงินฝากออมทรัพย์ KK Max Savings เปิดบัญชีขั้นต่ำ 5 แสนบาท รับสูงสุดที่ 5 ล้านบาท เฉพาะลูกค้าใหม่ของธนาคารจำกัดเพียง 100 บัญชี ซึ่งถือเป็นเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงเหมือนเงินฝากประจำ โดยจะเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยให้ทราบอีกครั้งในวันเปิดงานวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

วันที่ 11 พ.ย. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 13วัน 15ช.ม. 49นาที

ที่มา:http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=33484