วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200
โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง
ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ... นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงไตรมาส 4 ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด แต่ละเรื่องกวาดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งคาดหวังว่าสิ้นปี 2552 ยอด รายได้จากการขายตั๋วหนังน่าจะเติบโตสูงถึง 13-14% มีรายได้เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท หรือทะลุ 2,900 ล้านบาท จากปี 2551 ที่ทำได้ 2,700 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่ายอดขายตั๋วหนังจะไม่มีอัตราการเติบโตหรือติดลบ "ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปีหน้า คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้แน่นอน แม้จะมีผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย เนื่องจากต้องหลีกทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่บริษัทมองว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเท่าที่ดูโปรแกรมภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายในปีหน้า ยังมีหลายเรื่องที่ทำเงิน เช่น แฮร์รี่พอร์ตเตอร์ ภาคจบ หรือนิวมูนภาค 3 นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์เข้าฉายอีก หลายเรื่อง เช่น นเรศวรภาค 3 และ 4 รวมถึงองค์บาก จึงมั่นใจว่าภาพรวมสิ้นปีหน้าอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์น่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10-12% เช่นเดียวกับรายได้บริษัท ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10-12%" ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2553 มีแผนใช้งบ 800-1,000 ล้านบาท ขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30-40 โรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาทำเลที่มีความเหมาะสมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และยังมีแผนที่จะขยายสาขาโรงภาพยนตร์เอสพลานาดในจังหวัดใหญ่ๆด้วย.
ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/eco/53246 วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552
คำถามท้ายเรื่อง:
1.ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด( มหาชน)คาดหวังผลธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ช่วงสิ้นปี 2552ไว้อย่างไรบ้าง?
2.เหตุใดที่ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย ? และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินและจะเข้าฉายในปีหน้า มีเรืองใดบ้าง? และภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายมีเรื่องใดบ้าง?
3.ทางบริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2553 อย่างไร?
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก
10 ธันวันที่วาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200
เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก
ค่ายเบียร์สิงห์ เคาะแผนการตลาดปี 53 เดินเกมระยะสั้น 2 เดือน รับสถานการณ์ผัวผวน ลั่นอัดงบการตลาดเต็มสูบป้องเบียร์ช้างโค่นบัลลังก์ สิ้นปีนี้ยอดขายโต 3.5% กวาด 1,155ล้านลิตร รั้งตำแหน่งผู้นำโกยแชร์ 65% จวกกรมสรรพสามิต ชงจัดเก็บภาษีจากราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ เปิดเผยว่า แนวทางการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุก 2 เดือน จากที่ผ่านมา บริษัทจะวางกลยุทธ์การตลาดระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งนี้การปรับตัวดังกล่าวเพื่อรองรับกับการเมืองที่ไม่ความแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ “ที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองมามาก ซึ่งเชื่อผู้ประกอบการทุกรายไม่สนใจปัญหาการเมืองไทย เพราะเงื่อนไขการตลาดอยู่ที่การเมืองไม่ได้แล้ว อยู่ที่ผู้ผลิตมากกว่า เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดายากและเราควบคุมไม่ได้ ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทในธุรกิจของตัวเองให้มากที่สุด” สำหรับภาพรวมรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาพรวมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยตลาดหดตัว 14% จากมูลค่าตลาดเบียร์ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ปีนี้หดตัวเหลือ 8 หมื่นล้านบาท สำหรับภาพรวมของบริษัทในช่วง 11 เดือน หดตัว 6% และสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตราว 3.5% หรือมียอดจำหน่าย 1,155ล้านลิตร โดยเบียร์สิงห์ยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 65% นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณทางเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จะยังไม่ส่งผลมาถึงตลาดเบียร์ให้กลับมาเติบโต สำหรับปีหน้านี้บริษัทมุ่งเน้นการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด แม้ที่ผ่านมาคู่แข่งอย่างเบียร์ช้างจะมีการปรับภาพลักษณ์แล้วก็ตาม และที่สำคัญสิงห์จะไม่ลดงบในการทำตลาด โดยจะเน้นการใช้สื่ออย่างถูกต้องในทุกช่องทาง รวมถึงจะชูกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด “การแข่งขันปีหน้าจะรุนแรงจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ที่อาจมีผู้ประกอบการเข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องของแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ในประเทศ” สำหรับกรณีที่กรมสรรพสามิต วางแนวทางจัดเก็บภาษีโดยพิจารณาจากราคาขายปลีก ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะราคาขายปลีกในแต่ละช่องทางมีการตั้งราคาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์พรีเมี่ยม เบียร์ระดับกลาง และล่าง ดังนั้นระบบการจัดเก็บภาษีจึงควรปรับเป็นคิดตามปริมาณดีกรีของแอลกอฮอล์ตามมาตรฐานสากลแทนการระบบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า ณ โรงงานตามเซกเมนต์ของเบียร์ ส่วนกรณีนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต หรือมีการปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จากการที่ภาครัฐได้มีการออกกฎระเบียบต่างๆ ในการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ล่าสุดบริษัทได้ยื่นหนังสือด่วนไปถึงคุณหมอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ให้พิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกอย่าง
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150254
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 ธันวาคม 2552 00:18 น.
คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุกกี่เดือน? และจากเดิมบริษัทวางแผนกลยุทธ์การตลาดระยะเท่าไร?
2.สิ้นปี้นี้ บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้เท่าไร? อย่างไร?
3.จากที่นายฉัตรชัย กล่าว ในปีหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องใดบ้าง?เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200
เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก
ค่ายเบียร์สิงห์ เคาะแผนการตลาดปี 53 เดินเกมระยะสั้น 2 เดือน รับสถานการณ์ผัวผวน ลั่นอัดงบการตลาดเต็มสูบป้องเบียร์ช้างโค่นบัลลังก์ สิ้นปีนี้ยอดขายโต 3.5% กวาด 1,155ล้านลิตร รั้งตำแหน่งผู้นำโกยแชร์ 65% จวกกรมสรรพสามิต ชงจัดเก็บภาษีจากราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ เปิดเผยว่า แนวทางการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุก 2 เดือน จากที่ผ่านมา บริษัทจะวางกลยุทธ์การตลาดระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งนี้การปรับตัวดังกล่าวเพื่อรองรับกับการเมืองที่ไม่ความแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ “ที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองมามาก ซึ่งเชื่อผู้ประกอบการทุกรายไม่สนใจปัญหาการเมืองไทย เพราะเงื่อนไขการตลาดอยู่ที่การเมืองไม่ได้แล้ว อยู่ที่ผู้ผลิตมากกว่า เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดายากและเราควบคุมไม่ได้ ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทในธุรกิจของตัวเองให้มากที่สุด” สำหรับภาพรวมรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาพรวมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยตลาดหดตัว 14% จากมูลค่าตลาดเบียร์ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ปีนี้หดตัวเหลือ 8 หมื่นล้านบาท สำหรับภาพรวมของบริษัทในช่วง 11 เดือน หดตัว 6% และสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตราว 3.5% หรือมียอดจำหน่าย 1,155ล้านลิตร โดยเบียร์สิงห์ยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 65% นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณทางเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จะยังไม่ส่งผลมาถึงตลาดเบียร์ให้กลับมาเติบโต สำหรับปีหน้านี้บริษัทมุ่งเน้นการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด แม้ที่ผ่านมาคู่แข่งอย่างเบียร์ช้างจะมีการปรับภาพลักษณ์แล้วก็ตาม และที่สำคัญสิงห์จะไม่ลดงบในการทำตลาด โดยจะเน้นการใช้สื่ออย่างถูกต้องในทุกช่องทาง รวมถึงจะชูกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด “การแข่งขันปีหน้าจะรุนแรงจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ที่อาจมีผู้ประกอบการเข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องของแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ในประเทศ” สำหรับกรณีที่กรมสรรพสามิต วางแนวทางจัดเก็บภาษีโดยพิจารณาจากราคาขายปลีก ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะราคาขายปลีกในแต่ละช่องทางมีการตั้งราคาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์พรีเมี่ยม เบียร์ระดับกลาง และล่าง ดังนั้นระบบการจัดเก็บภาษีจึงควรปรับเป็นคิดตามปริมาณดีกรีของแอลกอฮอล์ตามมาตรฐานสากลแทนการระบบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า ณ โรงงานตามเซกเมนต์ของเบียร์ ส่วนกรณีนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต หรือมีการปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จากการที่ภาครัฐได้มีการออกกฎระเบียบต่างๆ ในการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ล่าสุดบริษัทได้ยื่นหนังสือด่วนไปถึงคุณหมอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ให้พิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกอย่าง
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150254
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 ธันวาคม 2552 00:18 น.
คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุกกี่เดือน? และจากเดิมบริษัทวางแผนกลยุทธ์การตลาดระยะเท่าไร?
2.สิ้นปี้นี้ บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้เท่าไร? อย่างไร?
3.จากที่นายฉัตรชัย กล่าว ในปีหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องใดบ้าง?เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.
วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2552
จัดทำโดย นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200
ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันแรกที่ทางการเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอเข้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมีจำนวนประมาณ 2.55-2.65 หมื่นราย ยอดหนี้รวมประมาณ 2.8 พันล้านบาท ซึ่งมูลหนี้เฉลี่ย 9 หมื่นบาท/ราย โดยเป็นผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินประมาณ 1.7-1.8 หมื่นราย ยอดหนี้ประมาณ 1.9 พันล้านบาท และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จำนวนประมาณ 8.5 พันราย ยอดหนี้ประมาณ 866 ล้านบาท
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือเรื่องหนี้นอกระบบในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร แต่ยังพบปัญหาประชาชนบางพื้นที่ถูกเจ้าหนี้ข่มขู่ทำให้ไม่กล้ามาลงทะเบียน ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะดูแลความปลอดภัยให้แก่ลูกหนี้ไม่ให้ได้รับอันตราย และหวังว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ สำหรับประชาชนที่มาลงทะเบียนในวันนี้มีมูลหนี้เฉลี่ยอยู่ที่รายละ 9 หมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่รัฐบาลเคยประเมิน โดยประชาชนในกรุงเทพฯ และจ.นครราชสีมาเข้ามาลงทะเบียนในวันแรกมากที่สุด ส่วนจังหวัดที่มีผู้มาลงทะเบียนน้อยที่สุด คือ จ.พิจิตร อย่างไรก็ตามคงต้องรอสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ก่อนจึงจะประเมินข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน คาดว่า จะมีประชาชนมาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินในวันแรกราว 2.5 หมื่นราย ซึ่งมีมูลหนี้รวม 2 พันล้านบาท โดยประชาชนในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจมาลงทะเบียนค่อนข้างมากเพราะมีจำนวนสาขามาก ขณะที่ ธ.ก.ส.จะมีสาขาอยู่ในต่างจังหวัด หลังจากได้ข้อมูลการลงทะเบียนแล้วธนาคารจะดำเนินคัดกรองว่า ผู้ที่มาลงทะเบียนจะต้องไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการพนัน หรือเกิดจากการทำผิดกฎหมาย โดยจะต้องมีผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไข พร้อมทั้งดูว่ารายได้ของผู้กู้เพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติเงินกู้วงเงินไม่เกิน 3 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน ถ้าเกิน 3 หมื่นบาทจะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ประชาชนที่เป็นลูกหนี้บางส่วนยังมีความกังวลหลังจากโดนเจ้าหนี้ข่มขู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องหามาตรการดูแลเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนดเวลาการลงทะเบียน คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการราวอย่างน้อย 1 ล้านราย
ที่มา:http://www.ryt9.com/s/iq03/760296
คำถามท้ายเรื่อง
1.การเปิดให้ประชาชนเข้าลงทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ สามารถลงทะเบียนได้กี่ธนาคาร? ธนาคารใดบ้าง?
2.ประชาชนที่มาลงทะเบียนนั้นมียอดหนี้เลี่ยรายละเท่าไร?และจังหวัดใดมีผู้มาลงทะเบียนมากและน้อยที่สุด?
3.ผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติวงเงินกู้ไม่เกินเท่าไหร่?อัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์ ถ้าหากเกินวงเงินคือเท่าไหร่และอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์?
จัดทำโดย นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200
ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันแรกที่ทางการเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอเข้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมีจำนวนประมาณ 2.55-2.65 หมื่นราย ยอดหนี้รวมประมาณ 2.8 พันล้านบาท ซึ่งมูลหนี้เฉลี่ย 9 หมื่นบาท/ราย โดยเป็นผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินประมาณ 1.7-1.8 หมื่นราย ยอดหนี้ประมาณ 1.9 พันล้านบาท และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จำนวนประมาณ 8.5 พันราย ยอดหนี้ประมาณ 866 ล้านบาท
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือเรื่องหนี้นอกระบบในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร แต่ยังพบปัญหาประชาชนบางพื้นที่ถูกเจ้าหนี้ข่มขู่ทำให้ไม่กล้ามาลงทะเบียน ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะดูแลความปลอดภัยให้แก่ลูกหนี้ไม่ให้ได้รับอันตราย และหวังว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ สำหรับประชาชนที่มาลงทะเบียนในวันนี้มีมูลหนี้เฉลี่ยอยู่ที่รายละ 9 หมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่รัฐบาลเคยประเมิน โดยประชาชนในกรุงเทพฯ และจ.นครราชสีมาเข้ามาลงทะเบียนในวันแรกมากที่สุด ส่วนจังหวัดที่มีผู้มาลงทะเบียนน้อยที่สุด คือ จ.พิจิตร อย่างไรก็ตามคงต้องรอสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ก่อนจึงจะประเมินข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน คาดว่า จะมีประชาชนมาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินในวันแรกราว 2.5 หมื่นราย ซึ่งมีมูลหนี้รวม 2 พันล้านบาท โดยประชาชนในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจมาลงทะเบียนค่อนข้างมากเพราะมีจำนวนสาขามาก ขณะที่ ธ.ก.ส.จะมีสาขาอยู่ในต่างจังหวัด หลังจากได้ข้อมูลการลงทะเบียนแล้วธนาคารจะดำเนินคัดกรองว่า ผู้ที่มาลงทะเบียนจะต้องไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการพนัน หรือเกิดจากการทำผิดกฎหมาย โดยจะต้องมีผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไข พร้อมทั้งดูว่ารายได้ของผู้กู้เพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติเงินกู้วงเงินไม่เกิน 3 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน ถ้าเกิน 3 หมื่นบาทจะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ประชาชนที่เป็นลูกหนี้บางส่วนยังมีความกังวลหลังจากโดนเจ้าหนี้ข่มขู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องหามาตรการดูแลเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนดเวลาการลงทะเบียน คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการราวอย่างน้อย 1 ล้านราย
ที่มา:http://www.ryt9.com/s/iq03/760296
คำถามท้ายเรื่อง
1.การเปิดให้ประชาชนเข้าลงทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ สามารถลงทะเบียนได้กี่ธนาคาร? ธนาคารใดบ้าง?
2.ประชาชนที่มาลงทะเบียนนั้นมียอดหนี้เลี่ยรายละเท่าไร?และจังหวัดใดมีผู้มาลงทะเบียนมากและน้อยที่สุด?
3.ผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติวงเงินกู้ไม่เกินเท่าไหร่?อัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์ ถ้าหากเกินวงเงินคือเท่าไหร่และอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์?
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันพุธ ที่25 พฤศจิกายน พ.ศ2552 KTAMเปิดขายกิมจิ7เดือนโชว์ผลตอบแทน1.6%ต่อปี
จัดทำบทความโดย
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน4902100200
KTAMเปิดขายกิมจิ7เดือนโชว์ผลตอบแทน1.6%ต่อปี
บลจ.กรุงไทย(KTAM) เปิดขายตราสารหนี้เกาหลีใต้ 7 เดือน โชว์ผลตอบแทน 1.6% มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท พร้อมอัดโปรโมชั่นซื้อ RMF-LTF ก่อนสิ้นปี รับประกันอุบัติเหตุกลุ่มฟรี จากทิพยประกันภัยและเมืองไทยประกันภัย ด้านบลจ.อยุธยา เสนอขายพันธบัตรเกาหลี 5 เดือน ผลตอบแทน 1.50% นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด(มหาชน)หรือ KTAM เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 7 เดือน 1 (KTFF7M1) เสนอขายวันที่ 25 พ.ย-1 ธ.ค 52 กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกาหลีใต้ อายุโครงการ 7 เดือน มูลค่า 1,500 ล้านบาท เน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐเกาหลีใต้ (Monetary Stabilization Bond หรือ Korea Treasury Bond) ทั้ง 100% ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นระดับ F1โดย Fitch และเงินลงทุนจะมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการ 1.60% ต่อปี นอกจากนี้บริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเทรดดิ้ง เพื่อความสะดวกของลูกค้าในการซื้อขายหน่วยลงทุนผลการดำเนินงานของกองทุนประเภท RMF และ LTF ที่อยู่ภายใต้การบริการของบริษัท เช่น กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว (KTLF) ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 8.07% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 23.33% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 57.89% และย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่73.37% ส่วนกองทุนเปิดกรุงไทยวางแผนภาษีเพื่อการเลี้ยงชีพ1 (RMF1) ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 9.11% ย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 22.88% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 61.98% ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 79.46% หากลูกค้าลงทุนภายในปีนี้ จะได้รับประกันอุบัติเหตุกลุ่ม สำหรับกองทุน RMF1-2 จากบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกองทุน RMF3 จากบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมรับโปรโมชั่นหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาท นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา เปิดเผยว่า บริษัทเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 5M1 (KFKGB5M1) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้อายุประมาณ 5 เดือน โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีระยะเวลาแน่นอน ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เน้นลงทุนในพันธบัตร MSB ที่ออกโดยธนาคารกลางของเกาหลีใต้ โดยกองทุนจะปิดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้งหมด ผู้ลงทุนจะได้รับอัตราการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่น้อยกว่า 1.50% ต่อปี มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท "การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ยังคงเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ออม และผู้ลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อยู่ในระดับต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากไทยในขณะนี้เสนอขายวันนี้ถึงวันที่ 30 พ.ย 52 ลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท"นายฉัตรพี กล่าว
ที่มา:http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=33999
วันที่ 25 พ.ย. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว -1วัน 16ช.ม. 46นาที
คำถามท้ายเรื่อง
1.การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ของเงินลงทุน ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทน ประมาณการ กี่เปอร์เซนต์ต่อปี?
2.กองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 5M1 (KFKGB5M1) เป็นกองทุนที่เน้นในเรื่องใด มีอายุเท่าไหร่?
3.เพราะเหตุใด การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ถึงได้เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ออมและผู้ลงทุน?
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน4902100200
KTAMเปิดขายกิมจิ7เดือนโชว์ผลตอบแทน1.6%ต่อปี
บลจ.กรุงไทย(KTAM) เปิดขายตราสารหนี้เกาหลีใต้ 7 เดือน โชว์ผลตอบแทน 1.6% มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท พร้อมอัดโปรโมชั่นซื้อ RMF-LTF ก่อนสิ้นปี รับประกันอุบัติเหตุกลุ่มฟรี จากทิพยประกันภัยและเมืองไทยประกันภัย ด้านบลจ.อยุธยา เสนอขายพันธบัตรเกาหลี 5 เดือน ผลตอบแทน 1.50% นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด(มหาชน)หรือ KTAM เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 7 เดือน 1 (KTFF7M1) เสนอขายวันที่ 25 พ.ย-1 ธ.ค 52 กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกาหลีใต้ อายุโครงการ 7 เดือน มูลค่า 1,500 ล้านบาท เน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐเกาหลีใต้ (Monetary Stabilization Bond หรือ Korea Treasury Bond) ทั้ง 100% ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นระดับ F1โดย Fitch และเงินลงทุนจะมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการ 1.60% ต่อปี นอกจากนี้บริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเทรดดิ้ง เพื่อความสะดวกของลูกค้าในการซื้อขายหน่วยลงทุนผลการดำเนินงานของกองทุนประเภท RMF และ LTF ที่อยู่ภายใต้การบริการของบริษัท เช่น กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว (KTLF) ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 8.07% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 23.33% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 57.89% และย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่73.37% ส่วนกองทุนเปิดกรุงไทยวางแผนภาษีเพื่อการเลี้ยงชีพ1 (RMF1) ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 9.11% ย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 22.88% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 61.98% ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 79.46% หากลูกค้าลงทุนภายในปีนี้ จะได้รับประกันอุบัติเหตุกลุ่ม สำหรับกองทุน RMF1-2 จากบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกองทุน RMF3 จากบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมรับโปรโมชั่นหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาท นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา เปิดเผยว่า บริษัทเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 5M1 (KFKGB5M1) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้อายุประมาณ 5 เดือน โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีระยะเวลาแน่นอน ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เน้นลงทุนในพันธบัตร MSB ที่ออกโดยธนาคารกลางของเกาหลีใต้ โดยกองทุนจะปิดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้งหมด ผู้ลงทุนจะได้รับอัตราการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่น้อยกว่า 1.50% ต่อปี มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท "การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ยังคงเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ออม และผู้ลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อยู่ในระดับต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากไทยในขณะนี้เสนอขายวันนี้ถึงวันที่ 30 พ.ย 52 ลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท"นายฉัตรพี กล่าว
ที่มา:http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=33999
วันที่ 25 พ.ย. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว -1วัน 16ช.ม. 46นาที
คำถามท้ายเรื่อง
1.การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ของเงินลงทุน ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทน ประมาณการ กี่เปอร์เซนต์ต่อปี?
2.กองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 5M1 (KFKGB5M1) เป็นกองทุนที่เน้นในเรื่องใด มีอายุเท่าไหร่?
3.เพราะเหตุใด การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี ถึงได้เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ออมและผู้ลงทุน?
BX007 การจัดการทางการเงิน
วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ธนชาติดูดกระแสรายวัน เสนอดอกเบี้ยสูง0.65%
ธนชาต(TBANK) ออกเงินฝากกระแสรายวันพรีเมี่ยม ต่อยอดขยายบริการตัวอื่น เสนอดอกเบี้ยให้ทุกเดือนสูงสุด 0.65% ต่อปี ตั้งเป้าจะมีฐานเงินฝากกระแสรายวัน 5% ภายใน 1- 2 ปี จาก 1% ของเงินฝากรวม ด้าน"เกียรตินาคิน"เสนอโปรโมชั่นในงาน SET in The City 2009 เข็นเงินฝากออมทรัพย์ KK Max Savings เฉพาะลูกค้าใหม่รับ 100 บัญชี ยังอุบอัตราดอกเบี้ย นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Core Businesses & E-Banking ธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TBANK เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการแข่งขันเพื่อนำเสนอบริการด้านเงิน ฝากกระแสรายวันแก่ผู้ฝากเงินกันมากขึ้น เนื่องจากผู้ฝากเงินประเภทนี้เป็นกลุ่มที่สามารถนำมาต่อยอดในการขยายสู่ บริการอื่นๆได้อีก อย่างไรก็ตาม ธนาคารธนชาต จึงได้ออกเงินฝาก"กระแสรายวันพรีเมี่ยม"เพื่อเป็นการดึงดูดผู้ฝากเงินกลุ่มนี้ที่มีทั้งนิติบุคคล ธุรกิจ SME และ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งหวังต่อยอดขยายไปสู่บริการอื่นๆ เช่น สินเชื่อธุรกิจ หรือ บัญชีเงินเดือนพนักงาน เงินฝากประเภทนี้ของธนาคารจะเสนอดอกเบี้ยให้ผู้ฝากเงินเป็นรายเดือนด้วย คือ วงเงินฝากตั้งแต่ 1 แสน แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี และตั้งแต่ 10ล้านบาท ขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.65% ต่อปี ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เสนออัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินประเภทนี้ นอกจากนี้ เช็คที่ใช้ควบคู่กับเงินฝากประเภทนี้ของธนาคารมีราคาเพียงฉบับละ 10 บาท ส่วนบริการโอนเงินอัตโนมัติระหว่างบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวัน (Cash Link) ธนาคารยังมอบสิทธิพิเศษด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนให้แก่ผู้ใช้บริการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สำหรับเวลาในการปิดรับเชิคเครียรริ่งในปัจจุบันธนาคารได้ขยายเวลาจนถึง 15:00 น. เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งนี้ เงินฝากดังกล่าว ยังสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ฝากเงินที่ใช้บัญชีของธนาคารเป็นบัญชีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารเงินของธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีเงินฝากอื่นๆมายังเงินฝากกระแสรายวัน เพราะธนาคารได้มีการคำนวณดอกเบี้ยให้เงินที่ฝากอยู่ในบัญชีกระแสรายวันใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปัจจุบันธนาคารมีฐานเงินฝากกระแสรายวันอยู่ประมาณ 1% ของเงินฝากรวม และตั้งเป้าภายในอีก 1 - 2 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันเป็น 5% ของฐานเงินฝากรวมนางสาวฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หรือ KK เปิดเผยว่า ในงาน SET in the City โปรโมชั่นที่ธนาคารจะเสนอ คือ KK Deposits ซึ่งมีให้เลือกทั้งเงินฝากประจำ 24 เดือน ดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี โดยฝากขั้นต่ำที่ 1 แสน-2 ล้านบาท ฝากเงินทุกๆ 5 แสนบาท รับฟรีบัตรกำนัลพารากอนมูลค่า 200 บาท เฉพาะผู้เปิดบัญชีในงาน และ ลูกค้าใหม่ของธนาคารนอกจากนี้ ยังมีเงินฝากออมทรัพย์ KK Max Savings เปิดบัญชีขั้นต่ำ 5 แสนบาท รับสูงสุดที่ 5 ล้านบาท เฉพาะลูกค้าใหม่ของธนาคารจำกัดเพียง 100 บัญชี ซึ่งถือเป็นเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงเหมือนเงินฝากประจำ โดยจะเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยให้ทราบอีกครั้งในวันเปิดงานวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้
วันที่ 11 พ.ย. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 13วัน 15ช.ม. 49นาที
ที่มา:http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=33484
ธนชาติดูดกระแสรายวัน เสนอดอกเบี้ยสูง0.65%
ธนชาต(TBANK) ออกเงินฝากกระแสรายวันพรีเมี่ยม ต่อยอดขยายบริการตัวอื่น เสนอดอกเบี้ยให้ทุกเดือนสูงสุด 0.65% ต่อปี ตั้งเป้าจะมีฐานเงินฝากกระแสรายวัน 5% ภายใน 1- 2 ปี จาก 1% ของเงินฝากรวม ด้าน"เกียรตินาคิน"เสนอโปรโมชั่นในงาน SET in The City 2009 เข็นเงินฝากออมทรัพย์ KK Max Savings เฉพาะลูกค้าใหม่รับ 100 บัญชี ยังอุบอัตราดอกเบี้ย นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Core Businesses & E-Banking ธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TBANK เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการแข่งขันเพื่อนำเสนอบริการด้านเงิน ฝากกระแสรายวันแก่ผู้ฝากเงินกันมากขึ้น เนื่องจากผู้ฝากเงินประเภทนี้เป็นกลุ่มที่สามารถนำมาต่อยอดในการขยายสู่ บริการอื่นๆได้อีก อย่างไรก็ตาม ธนาคารธนชาต จึงได้ออกเงินฝาก"กระแสรายวันพรีเมี่ยม"เพื่อเป็นการดึงดูดผู้ฝากเงินกลุ่มนี้ที่มีทั้งนิติบุคคล ธุรกิจ SME และ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งหวังต่อยอดขยายไปสู่บริการอื่นๆ เช่น สินเชื่อธุรกิจ หรือ บัญชีเงินเดือนพนักงาน เงินฝากประเภทนี้ของธนาคารจะเสนอดอกเบี้ยให้ผู้ฝากเงินเป็นรายเดือนด้วย คือ วงเงินฝากตั้งแต่ 1 แสน แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี และตั้งแต่ 10ล้านบาท ขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.65% ต่อปี ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เสนออัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินประเภทนี้ นอกจากนี้ เช็คที่ใช้ควบคู่กับเงินฝากประเภทนี้ของธนาคารมีราคาเพียงฉบับละ 10 บาท ส่วนบริการโอนเงินอัตโนมัติระหว่างบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวัน (Cash Link) ธนาคารยังมอบสิทธิพิเศษด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนให้แก่ผู้ใช้บริการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สำหรับเวลาในการปิดรับเชิคเครียรริ่งในปัจจุบันธนาคารได้ขยายเวลาจนถึง 15:00 น. เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งนี้ เงินฝากดังกล่าว ยังสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ฝากเงินที่ใช้บัญชีของธนาคารเป็นบัญชีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารเงินของธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีเงินฝากอื่นๆมายังเงินฝากกระแสรายวัน เพราะธนาคารได้มีการคำนวณดอกเบี้ยให้เงินที่ฝากอยู่ในบัญชีกระแสรายวันใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปัจจุบันธนาคารมีฐานเงินฝากกระแสรายวันอยู่ประมาณ 1% ของเงินฝากรวม และตั้งเป้าภายในอีก 1 - 2 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันเป็น 5% ของฐานเงินฝากรวมนางสาวฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หรือ KK เปิดเผยว่า ในงาน SET in the City โปรโมชั่นที่ธนาคารจะเสนอ คือ KK Deposits ซึ่งมีให้เลือกทั้งเงินฝากประจำ 24 เดือน ดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี โดยฝากขั้นต่ำที่ 1 แสน-2 ล้านบาท ฝากเงินทุกๆ 5 แสนบาท รับฟรีบัตรกำนัลพารากอนมูลค่า 200 บาท เฉพาะผู้เปิดบัญชีในงาน และ ลูกค้าใหม่ของธนาคารนอกจากนี้ ยังมีเงินฝากออมทรัพย์ KK Max Savings เปิดบัญชีขั้นต่ำ 5 แสนบาท รับสูงสุดที่ 5 ล้านบาท เฉพาะลูกค้าใหม่ของธนาคารจำกัดเพียง 100 บัญชี ซึ่งถือเป็นเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงเหมือนเงินฝากประจำ โดยจะเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยให้ทราบอีกครั้งในวันเปิดงานวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้
วันที่ 11 พ.ย. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 13วัน 15ช.ม. 49นาที
ที่มา:http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=33484
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)