วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200

โรงหนังขาขึ้นโกยรายได้เป๋าตุง
ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ... นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงไตรมาส 4 ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด แต่ละเรื่องกวาดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปี 2552 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งคาดหวังว่าสิ้นปี 2552 ยอด รายได้จากการขายตั๋วหนังน่าจะเติบโตสูงถึง 13-14% มีรายได้เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท หรือทะลุ 2,900 ล้านบาท จากปี 2551 ที่ทำได้ 2,700 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่ายอดขายตั๋วหนังจะไม่มีอัตราการเติบโตหรือติดลบ "ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ปีหน้า คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้แน่นอน แม้จะมีผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย เนื่องจากต้องหลีกทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่บริษัทมองว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเท่าที่ดูโปรแกรมภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายในปีหน้า ยังมีหลายเรื่องที่ทำเงิน เช่น แฮร์รี่พอร์ตเตอร์ ภาคจบ หรือนิวมูนภาค 3 นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์เข้าฉายอีก หลายเรื่อง เช่น นเรศวรภาค 3 และ 4 รวมถึงองค์บาก จึงมั่นใจว่าภาพรวมสิ้นปีหน้าอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์น่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10-12% เช่นเดียวกับรายได้บริษัท ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10-12%" ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2553 มีแผนใช้งบ 800-1,000 ล้านบาท ขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30-40 โรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาทำเลที่มีความเหมาะสมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และยังมีแผนที่จะขยายสาขาโรงภาพยนตร์เอสพลานาดในจังหวัดใหญ่ๆด้วย.

ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/eco/53246 วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2552

คำถามท้ายเรื่อง:
1.ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด( มหาชน)คาดหวังผลธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ช่วงสิ้นปี 2552ไว้อย่างไรบ้าง?
2.เหตุใดที่ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์คาดเดาว่าจะมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายน้อย ? และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินและจะเข้าฉายในปีหน้า มีเรืองใดบ้าง? และภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายมีเรื่องใดบ้าง?
3.ทางบริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2553 อย่างไร?

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก

10 ธันวันที่วาคม พ.ศ.2552
นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200

เบียร์สิงห์ปรับตัวอัดแผนระยะสั้น โต้รีดภาษีราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก

ค่ายเบียร์สิงห์ เคาะแผนการตลาดปี 53 เดินเกมระยะสั้น 2 เดือน รับสถานการณ์ผัวผวน ลั่นอัดงบการตลาดเต็มสูบป้องเบียร์ช้างโค่นบัลลังก์ สิ้นปีนี้ยอดขายโต 3.5% กวาด 1,155ล้านลิตร รั้งตำแหน่งผู้นำโกยแชร์ 65% จวกกรมสรรพสามิต ชงจัดเก็บภาษีจากราคาขายปลีกปฏิบัติจริงยาก นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ เปิดเผยว่า แนวทางการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุก 2 เดือน จากที่ผ่านมา บริษัทจะวางกลยุทธ์การตลาดระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งนี้การปรับตัวดังกล่าวเพื่อรองรับกับการเมืองที่ไม่ความแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆ “ที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองมามาก ซึ่งเชื่อผู้ประกอบการทุกรายไม่สนใจปัญหาการเมืองไทย เพราะเงื่อนไขการตลาดอยู่ที่การเมืองไม่ได้แล้ว อยู่ที่ผู้ผลิตมากกว่า เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดายากและเราควบคุมไม่ได้ ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับบทบาทในธุรกิจของตัวเองให้มากที่สุด” สำหรับภาพรวมรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาพรวมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยตลาดหดตัว 14% จากมูลค่าตลาดเบียร์ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ปีนี้หดตัวเหลือ 8 หมื่นล้านบาท สำหรับภาพรวมของบริษัทในช่วง 11 เดือน หดตัว 6% และสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตราว 3.5% หรือมียอดจำหน่าย 1,155ล้านลิตร โดยเบียร์สิงห์ยังมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 65% นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณทางเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จะยังไม่ส่งผลมาถึงตลาดเบียร์ให้กลับมาเติบโต สำหรับปีหน้านี้บริษัทมุ่งเน้นการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด แม้ที่ผ่านมาคู่แข่งอย่างเบียร์ช้างจะมีการปรับภาพลักษณ์แล้วก็ตาม และที่สำคัญสิงห์จะไม่ลดงบในการทำตลาด โดยจะเน้นการใช้สื่ออย่างถูกต้องในทุกช่องทาง รวมถึงจะชูกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด “การแข่งขันปีหน้าจะรุนแรงจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ที่อาจมีผู้ประกอบการเข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องของแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ในประเทศ” สำหรับกรณีที่กรมสรรพสามิต วางแนวทางจัดเก็บภาษีโดยพิจารณาจากราคาขายปลีก ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะราคาขายปลีกในแต่ละช่องทางมีการตั้งราคาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์พรีเมี่ยม เบียร์ระดับกลาง และล่าง ดังนั้นระบบการจัดเก็บภาษีจึงควรปรับเป็นคิดตามปริมาณดีกรีของแอลกอฮอล์ตามมาตรฐานสากลแทนการระบบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า ณ โรงงานตามเซกเมนต์ของเบียร์ ส่วนกรณีนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต หรือมีการปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จากการที่ภาครัฐได้มีการออกกฎระเบียบต่างๆ ในการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ล่าสุดบริษัทได้ยื่นหนังสือด่วนไปถึงคุณหมอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ให้พิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกอย่าง

ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150254

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
10 ธันวาคม 2552 00:18 น.


คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะดำเนินแผนงานในระยะสั้นโดยปรับทุกกี่เดือน? และจากเดิมบริษัทวางแผนกลยุทธ์การตลาดระยะเท่าไร?
2.สิ้นปี้นี้ บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้เท่าไร? อย่างไร?
3.จากที่นายฉัตรชัย กล่าว ในปีหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องใดบ้าง?เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ และการจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนได้มากที่สุด

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.

วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2552
จัดทำโดย นางสาวพรรณิกา ปัญญาคำ เลขทะเบียน 4902100200


ยอดลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก 2.6-2.7 หมื่นราย ยอดหนี้ราว 2.8 พันลบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันแรกที่ทางการเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอเข้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมีจำนวนประมาณ 2.55-2.65 หมื่นราย ยอดหนี้รวมประมาณ 2.8 พันล้านบาท ซึ่งมูลหนี้เฉลี่ย 9 หมื่นบาท/ราย โดยเป็นผู้ที่เข้ามาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินประมาณ 1.7-1.8 หมื่นราย ยอดหนี้ประมาณ 1.9 พันล้านบาท และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จำนวนประมาณ 8.5 พันราย ยอดหนี้ประมาณ 866 ล้านบาท
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือเรื่องหนี้นอกระบบในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร แต่ยังพบปัญหาประชาชนบางพื้นที่ถูกเจ้าหนี้ข่มขู่ทำให้ไม่กล้ามาลงทะเบียน ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะดูแลความปลอดภัยให้แก่ลูกหนี้ไม่ให้ได้รับอันตราย และหวังว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ สำหรับประชาชนที่มาลงทะเบียนในวันนี้มีมูลหนี้เฉลี่ยอยู่ที่รายละ 9 หมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่รัฐบาลเคยประเมิน โดยประชาชนในกรุงเทพฯ และจ.นครราชสีมาเข้ามาลงทะเบียนในวันแรกมากที่สุด ส่วนจังหวัดที่มีผู้มาลงทะเบียนน้อยที่สุด คือ จ.พิจิตร อย่างไรก็ตามคงต้องรอสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ก่อนจึงจะประเมินข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน คาดว่า จะมีประชาชนมาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินในวันแรกราว 2.5 หมื่นราย ซึ่งมีมูลหนี้รวม 2 พันล้านบาท โดยประชาชนในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจมาลงทะเบียนค่อนข้างมากเพราะมีจำนวนสาขามาก ขณะที่ ธ.ก.ส.จะมีสาขาอยู่ในต่างจังหวัด หลังจากได้ข้อมูลการลงทะเบียนแล้วธนาคารจะดำเนินคัดกรองว่า ผู้ที่มาลงทะเบียนจะต้องไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการพนัน หรือเกิดจากการทำผิดกฎหมาย โดยจะต้องมีผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไข พร้อมทั้งดูว่ารายได้ของผู้กู้เพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติเงินกู้วงเงินไม่เกิน 3 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน ถ้าเกิน 3 หมื่นบาทจะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ประชาชนที่เป็นลูกหนี้บางส่วนยังมีความกังวลหลังจากโดนเจ้าหนี้ข่มขู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องหามาตรการดูแลเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนดเวลาการลงทะเบียน คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการราวอย่างน้อย 1 ล้านราย

ที่มา:http://www.ryt9.com/s/iq03/760296
คำถามท้ายเรื่อง
1.การเปิดให้ประชาชนเข้าลงทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ สามารถลงทะเบียนได้กี่ธนาคาร? ธนาคารใดบ้าง?
2.ประชาชนที่มาลงทะเบียนนั้นมียอดหนี้เลี่ยรายละเท่าไร?และจังหวัดใดมีผู้มาลงทะเบียนมากและน้อยที่สุด?
3.ผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับอนุมัติวงเงินกู้ไม่เกินเท่าไหร่?อัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์ ถ้าหากเกินวงเงินคือเท่าไหร่และอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์?