วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

" คัมภีร์ " การลงทุน

วันที่ 27 มกราคม 2553

จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223

วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร
จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
1.รู้จักออม
สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน
พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ
2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน
ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย
นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ
3.รู้จักความเสี่ยง
เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)
เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ
แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้
5.รู้จักตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่
นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ
พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ
อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)
ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"


ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/investment/192-2009-04-23-14-07-55.html

คำถามท้ายเรื่อง
1. หลักการลงทุน ห้าข้อ มีอะไรบ้าง
2. เงินออมคืออะไร

3. การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยงลดได้แต่ความเสี่ยง เฉพาะของอะไร



วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ลงทุนซื้อทองคำดีใหม

วันที่ 20 มกราคม 2553

จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223

สมัยนี้ทุกคนพยายามหารายได้แล้วลดรายจ่ายเพื่อให้มีเงินออม พอมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ การลงทุนให้ได้ดอกผลงามและในเวลาเดียวกันก็ลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเป็นวิธีการที่ยุ่งยากและต้องใช้ความรู้ความชำนาญ เนื่องจากว่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ยังผันผวนไม่ได้ขยับตัวขึ้นมาเป็นเวลาเกือบสี่ปีแล้วเพราะเมื่อปลายปี 2546 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ประมาณ 750 จุด แต่ทุกวันนี้ในเดือนกรกฎาคม 2549 ดัชนีก็ยังอยู่ที่ประมาณ 670 จุด หากเอาเงินไปฝากแบงก์ก็ได้ดอกเบี้ยเพียง 3-4% แล้วยังต้องถูกหักภาษี 15% ถ้าไปซื้อตราสารหนี้จาก บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) ก็ได้ผลตอบแทน 4-4.5% โดยไม่ต้องเสียภาษีแต่หลายคนยังห่วง
เพราะมีประสบการณ์จากการขาดทุนในกองทุนหลายประเภทวิธีลงทุนประเภทใหม่ที่น่าสนใจก็คือ ซื้อทองคำ เพราะราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นจากที่ประมาณ US$ 290 ต่อ 1 ออนซ์ (ซึ่งน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักประมาณ 2 บาท) เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วขึ้นไปสูงสุดจนถึง US$ 730 แต่ขณะนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 620-630 ด้วยเหตุนี้ราคาทองคำที่ซื้อขายในเมืองไทยความบริสุทธิ์ 96.5% จึงตกอยู่ระหว่าง 10,800 - 11,500 บาท ต่อน้ำหนัก 1 บาท
ผมแนะนำว่า พ่อบ้านแม่เรือนที่มีเงินเก็บควรหันมาสนใจลงทุนกับทองคำบ้างด้วยเหตุผลดังนี้
ทองคำเป็นโลหะที่มีค่า โอกาสขาดทุนจะน้อยกว่าหุ้น ราคาทองคำซื้อขายที่ประมาณ 10,000 บาท มา 1-2 ปีแล้ว แต่หุ้นบางตัวซื้อที่ 30 บาท เผลอสักพักเดียวอาจลดลงเหลือเพียง 3 บาทเท่านั้น
ทองคำมีสภาพคล่องดีมาก หากคุณซื้อจากร้านใหญ่ๆ เช่น ฮั่วเซ่งเฮง หรือบริษัทออสสิริส สามารถขายคืนและได้รับเงินทันทีหรือใช้เวลาไม่เกินสองวัน แม้แต่วันเสาร์ก็ซื้อขายได้ และไม่ต้องใช้นายหน้าตัวแทนอย่างเช่นการซื้อขายหุ้น
คุณสามารถเลือกซื้อเป็นทองแท่งหรือรูปพรรณหรือเหรียญกษาปณ์ทองคำของกระทรวงการคลังซึ่งมีความสวยงามในตัวมันเอง ส่วนหุ้นหรือการฝากเงินธนาคารเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ การดูได้ ได้ใช้ ได้สวมใส่ทองคำถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งซึ่งให้คุณค่ามากกว่าการลงทุนในทรัพย์สินประเภทอื่น
ทองคำที่ซื้อมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับเป็นสิ่งของที่ยิ่งใช้ราคายิ่งแพงเทียบกับทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้อยู่ไม่กี่ปี ราคาก็ลดไปกว่า 50% มีทรัพย์สินอีกเพียงประเภทเดียวที่ลักษณะเหมือนทองคำที่ยิ่งใช้ราคายิ่งแพง คือ บ้านที่อยู่อาศัย ยังมีวิธีลงทุนทองคำโดยซื้อกองทุนทองของ บลจ. ทหารไทยซึ่งเขาจะเอาเงินของผู้ลงทุนไปซื้อทองคำที่ตลาดกรุงนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถซื้อขายขั้นต่ำตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป โดยทางกองทุนทหารไทยเขาจะออกสมุดเงินฝากให้ สิ่งที่ได้ประโยชน์ก็คือ ไม่ต้องเก็บทองคำเองแล้วกลัวโจรผู้ร้ายจะลักขโมยคุณสามารถซื้อได้ตั้งแต่จำนวนน้อยๆ ส่วนถ้าคุณไปซื้อทองแท่งหรือทองรูปพรรณต้องใช้เงินครั้งละหลายๆ หมื่น จึงเป็นทางเลือกในการลงทุนทองคำอีกทางหนึ่ง
ขณะนี้เงินบาทค่อนข้างจะแข็งค่า คือ อยู่ที่ประมาณ 37.9-38.2 บาท ต่อ US Dollar ต่อไปปลายปีหากเงินบาทอ่อนตัวลงอยู่ที่ 39 บาท เวลานั้นราคาทองคำคิดเป็นเงินบาทจะแพงขึ้น เพราะทองคำเป็นสิ่งที่ซื้อขายเป็น US Dollar ในตลาดโลก ราคาขึ้นลงขึ้นอยู่กับอัตราการแลกเปลี่ยน
ข้อควรสังเกต คือ อย่าลงทุนทองคำเกินกว่า 10% ของเงินออม ควรกระจายลงทุนไปฝากธนาคารบ้าง ซื้อกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นจาก บลจ. หรือสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ บ้าง ซื้อหุ้นไว้สักเล็กน้อย และลงทุนในทองคำประมาณ 5-10% ของเงินออม.


ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/investment/28-2008-05-30-08-53-37.html


คำถามท้ายเรื่อง
1. การลงทุนในหลักทรัพย์ใดที่ไม่ต้องเสียภาษี
2. จงบอกเหตุผลที่ควรหันมาลงทุนกับทองคำ (ตอบสั้นๆ)
3. การซื้อขายทองคำในตลาดโลก ใช้หน่วยเป็นอะไร

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

กสิกรไทยหนุนพลังงานสีเขียว ปล่อยกู้ 1,100 ล้านให้โซล่า เพาเวอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


วันที่ 11 มกราคม 2553

จัดทำโดย น.ส.อัญชลี วรรณประเสริฐ
เลขทะเบียน 4902100223



กสิกรไทยหนุนพลังงานสีเขียว ปล่อยกู้ 1,100 ล้านให้โซล่า เพาเวอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขายให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทั้งหมด ชี้ช่วยลดมลภาวะ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมีนโยบายสนับสนุนโครงการที่ประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทางเลือก เพื่อร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาโลกร้อน โดยล่าสุดธนาคารได้ให้การสนับสนุนทางการเงินจำนวนรวม 1,100 ล้านบาท แก่บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
สำหรับการให้การสนับสนุนทางการเงินครั้งนี้จะเป็นเงินกู้โครงการ (Project Finance) มาตรฐานระดับสากล ซึ่งประกอบด้วยวงเงินเพื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ วงเงินกู้ระยะยาว พร้อมทั้งวงเงินอื่น ๆ เพื่อบริหารโครงการ อาทิ วงเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวนรวมกว่า 1,100 ล้านบาท โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าของบริษัท โซล่า เพาเวอร์ นับเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่โครงการแรกของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา ที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนหนึ่งจากต่างประเทศ ในขณะที่การใช้พลังงานน้ำจากเขื่อนต้องอาศัยความเพียงพอและต่อเนื่องของปริมาณน้ำ และมีข้อจำกัดในการขยายการผลิตด้วยการสร้างเขื่อนแห่งใหม่ ดังนั้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าแก่ประเทศในระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนจึงมีพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ได้ไม่จำกัดอย่างต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งปี
ด้านนางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้าร่วมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน จึงทำให้บริษัทมุ่งมั่นที่จะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ มีศักยภาพสูง และมีความมั่นคงจากแหล่งพลังงานที่เป็นพลังงานธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายและกลยุทธ์ขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ด้วยแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 34 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้รวมกว่า 200 เมกะวัตต์ขณะนี้บริษัทได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกที่อำเภอโนนสูง นครราชสีมา เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในเดือนมีนาคมนี้ ด้วยกำลังการผลิต 5.88 เมกกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ทำให้โครงการมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีแหล่งรับซื้อพลังงานที่แน่นอน
นายประสาร กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเป็นอันดับหนึ่ง ในการสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจที่ใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยส่วนแบ่งตลาด 30% ซึ่งนอกจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังรวมถึงพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลมและโรงไฟฟ้าชีวมวล
ธนาคารกสิกรไทยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับโครงการพลังทางเลือก (Renewable Energy) ขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเชิงพาณิชย์แห่งแรกในประเทศ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกหลายโครงการด้วย


ที่มา : http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=813


คำถามท้ายเรื่อง

1. การสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สามารถช่วยลดปัญหาใดได้บ้าง
2. การผลิตไฟฟ้าของบริษัทอะไร ที่นับเป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อ

การพาณิชย์ขนาดใหญ่ โครงการแรกของประเทศไทย
3. ธนาคารใดที่ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับโครงการทางเลือก ( Renewable Energy )
ขนาดใหญ่หลายโครงการ